1. บุคลากรสายอาจารย์ (สาย ก.)

2. บุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ (สาย ข.)

2.1 บุคลากรสาย ข. 1 บุคลากรระดับปริญญาตรีขึ้นไปที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำสำนัก หรือคณะวิชาซึ่งอาจมีงานสอนหรือร่วมสอน

2.2 บุคลากรสาย ข.2 บุคลากรระดับคุณวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำสำนักงาน คณะวิชา และงานบริการทั่วไป

1. บุคลากรรายเดือน หมายถึง บุคลากรที่มหาวิทยาลัยจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน รวมถึงค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณีที่มหาวิทยาลัยกำหนด วันลาป่วย และวันหยุดพักผ่อนประจำปี

2. บุคลากรรายวัน หมายถึง บุคลากรที่มหาวิทยาลัยตกลงจ้างโดยจ่ายค่าจ้างเป็นรายวัน

3. บุคลากรตามสัญญาจ้างพิเศษ หมายถึง บุคลากรที่มหาวิทยาลัยจ้างเพื่อทำงานและมีสัญญาเริ่มต้นและสิ้นสุดที่แน่นอน

1. บุคลากรที่ผ่านการคัดเลือกและมหาวิทยาลัยตกลงจ้างให้ทดลองงานระยะเวลาหนึ่งแต่ไม่เกิน 119 วัน นับแต่วันที่จ้างแลมหาวิทยาลัยจะประเมินผลการปฏิบัติงานในช่วงทดลองงานทุก 30 วัน

2. มหาวิทยาลัยจะบรรจุบุคลากรทดลองงานเข้าเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยตามหลักเกณฑ์ขั้นต่ำต่อไปนี้

2.1 ปฏิบัติงานสายไม่เกิน 4 ครั้ง ตลอดช่วงทดลองงาน

2.2 การลางานทุกประเภท (ยกเว้นวันหยุดพักผ่อนประจำปี) การขาด

งาน ไม่เกิน 4 วันตลอดช่วงทดลองงาน

2.3 ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย

2.4 มีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับดีขึ้นไป

1. วันทำงานปกติ : 6 วัน/สัปดาห์

2. เวลาทำงานปกติ : 8.30 - 12.00 น. และ 13.00 - 17.00 น.

3. เวลาพัก : 12.00-13.00 น.

        มหาวิทยาลัยกำหนดให้มีการบันทึกเวลาการปฏิบัติงานด้วยการบันทึกลายมือทุกระดับยกเว้นบุคลากรระดับตำแหน่ง รองอธิการบดีขึ้นไปโดย

1. บุคลากรต้องบันทึกเวลาปฏิบัติงานเข้า- ออกจากสถานที่ปฏิบัติงานทุกครั้ง

2. บุคลากรที่ออกไปปฏิบัติงานภายนอกมหาวิทยาลัยเป็นครั้งคราวให้ทำเรื่องขออนุมัติทำงานนอกสถานที่ (มท.86) เสนอผู้บังคับบัญชาและนำส่งงานทรัพยากรมนุษย์ก่อนออกปฏิบัติงาน

3. บุคลากรที่ปฏิบัติงานที่วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยให้บันทึกเวลาเข้า-ออก ณ สถานที่ไปปฏิบัติงานนั้น

       การปฏิบัติงานสาย หมายถึง การเข้าปฏิบัติงานช้ากว่าเวลาทำงานปกติ การกลับก่อน หมายถึง การกลับก่อนเวลาปฏิบัติงานปกติ โดยการมาปฏิบัติงานสายหรือกลับก่อนถือเป็นความผิดวินัย

1. บุคลากรที่มาปฏิบัติงานสายหรือกลับก่อนเกินกว่า 4 ครั้ง บุคลากรจะไม่ได้รับค่าจ้างตามจำนวนเวลาที่มาปฏิบัติงานสาย

2. บุคลากรที่มาปฏิบัติงานสายหรือกลับก่อนเกินกว่า 30 นาที บุคลากรจะไม่ได้รับค่าจ้างตามจำนวนเวลาที่มาปฏิบัติงานสายบุคลากรที่ทำผิดวินัยกรณีการปฏิบัติงานสายหรือกลับก่อนมหาวิทยาลัยจะทำหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยกรณีที่บุคลากรปฏิบัติงานสายหรือกลับก่อนติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือนติดต่อกัน มหาวิทยาลัยจะลงโทษทางวินัยในขั้นเลิกจ้างโดยไม่จ่ายเงินชดเชย

1. วันหยุดประจำสัปดาห์

1.1 บุคลากรสาย ก. มีวันหยุดประจำสัปดาห์ 2 วัน

1.2 บุคลากรสาย ข. มีวันหยุดประจำสัปดาห์ 1 วัน

บุคลากรต้องหยุดในวันหยุดของตนตามที่แจ้งไว้กับงานทรัพยากรมนุษย์กรณีมหาวิทยาลัยมีคำสั่งให้บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ในวันหยุดประจำสัปดาห์บุคลากรสามารถเปลี่ยนวันหยุดได้

2. วันหยุดตามประเพณี มหาวิทยาลัยกำหนดวันหยุดตามประเพณีในรอบปีปฏิทินปีละไม่น้อยกว่า 13 วันโดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าในเดือนธันวาคมของทุกปี

3. วันหยุดพักผ่อนประจำปี มหาวิทยาลัยให้บุคลากรที่ทำงานครบ 1 ปี มีวันหยุดพักผ่อนประจำปี 6 วัน โดยมหาวิทยาลัยจะกำหนดให้หยุดพร้อมกันในช่วงจบภาคการศึกษาของแต่ละภาค

3.1 บุคลากรที่ปฏิบัติงานไม่ครบ 1 ปี มหาวิทยาลัยขอให้หยุดพักผ่อนตามประกาศในข้อ 3

1. ลาป่วย บุคลากรมีสิทธิลาป่วยได้ตามจริงโดยได้รับค่าจ้างปีละไม่เกิน 30วัน โดย

1.1 บุคลากรต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาระดับผู้อำนวยการสำนัก/คณบดี/หรือผู้ได้รับมอบหมาย ทราบทันทีที่ไม่สามารถมาปฏิบัติงานได้

1.2 บุคลากรต้องขอรับแบบบันทึกการลา ใบลา เพื่อเสนอผู้บังคับบัญชาลงนามอนุมัติ (ใบรับรองแพทย์ใช้แนบกรณีลาป่วยต่อเนื่องมากกว่า1 วัน)

2. ลากิจ มหาวิทยาลัยให้บุคลากรที่ทำงานครบ 1 ปี มีสิทธิลากิจโดยได้รับค่าจ้าง ปีละ 3 วัน

2.1 บุคลากรต้องขอรับแบบบันทึกการลา ใบลา เพื่อเสนอผู้บังคับบัญชาลงนามอนุมัติล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน

3. ลาคลอด บุคลากรหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาคลอดครรภ์หนึ่งไม่เกิน 90 วันโดยนับรวมวันหยุดระหว่างวันลาด้วย และจะได้รับค่าจ้างตลอดเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน45 วัน

4. ลาเพื่อทำหมัน บุคลากรมีสิทธิลาเนื่องจากทำหมันได้ตามระยะเวลาที่แพทย์แผนปัจจุบันกำหนดโดยต้องยื่นใบลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน

5. ลาเพื่อฝึกอบรม บุคลากรมีสิทธิลาเพื่อฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถโดยไม่ได้รับค่าจ้างในกรณี เพื่อประโยชน์ต่อกาแรงงานและสวัสดิการแรงงาน สอบวัดผลทางการศึกษาที่ราชการจัด มหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้ลาเพื่อฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้กรณีที่ลาแล้วไม่น้อยกว่า 30 วันหรือ 3 ครั้งหรือกรณีที่เห็นว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อกิจการของมหาวิทยาลัย

      บุคลากรที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบการลาหรือไม่ได้มาปฏิบัติงานโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร มหาวิทยาลัยจะไม่จ่ายค่าจ้างและรายได้อื่นๆ และจะดำเนินการลงโทษทางวินัยและมีหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรและมีผลต่อการพิจารณาการปรับขึ้นเงินเดือน

           ค่าตอบแทนบุคลากรเป็นไปตามประกาศมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น เรื่องสายการปฏิบัติงานบุคลากรและค่าตอบแทน ประกาศ ณ วันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2556 โดยแบ่งเป็น

1. ระดับเงินเดือนขั้นต้น สายอาจารย์ (สาย ก.) และสายสนับสนุน (สาย ข.)

2. ค่าตอบแทนประจำตำแหน่ง สำหรับผู้ที่มหาวิทยาลัยมีคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารของมหาวิทยาลัย โดยผู้บริหารที่ดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่งให้รับเงินประจำตำแหน่งผู้บริหารในอัตราสูงสุดเพียงตำแหน่งเดียว และผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการมีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งกึ่งหนึ่ง

3. ค่าตอบแทนอื่น

3.1 เงินสนับสนุนการบริหาร คือ เงินที่มหาวิทยาลัยจ่ายให้ตอบแทนกับบุคลากรอาจารย์ซึ่งช่วยปฏิบัติหน้าที่งานบริหารของมหาวิทยาลัยซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เช่น ค่ายานพาหนะ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าน้ำมันในการเดินทางกรณีมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น กาญจนบุรี ภายในจังหวัดสุพรรณบุรี กาญจนบุรีนครปฐม ราชบุรี และอยุธยา กรณีมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น วัชรพลภายในจังหวัดปทุมธานี กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น บุรีรัมย์ ภายในจังหวัดบุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ มหาสารคาม และนครราชสีมาเดือนละ 2,000 บาท โดยไม่ต้องแสดงหลักฐาน

3.2 เงินสนับสนุนวิชาการ คือ เงินที่มหาวิทยาลัยจ่ายให้กับบุคลากร

สายอาจารย์ และบุคลากรสายสนับสนุนที่มีภาระงานสอนโดยจ่ายในอัตราต่อเดือน ดังนี้

สายการปฏิบัติงาน

คุณวุฒิการศึกษา

ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก

1. สายอาจารย์ 1,000 3,000 3,000

2. สายสนับสนุนวิชาการ 1,000 1,500

โดยบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการได้รับเงินสนับสนุนเฉพาะในภาคการศึกษาที่มีงานสอนโดยขออนุมัติเป็นรายภาคการศึกษา

3.3 เงินช่วยเหลือวิชาชีพขาดแคลน คือ เงินที่มหาวิทยาลัยจ่ายให้กับบุคลากรที่มีคุณวุฒิในสาขาขาดแคลนที่มหาวิทยาลัยจะพิจารณาเป็นรายกรณี

3.4 เงินได้อื่น คือ เงินที่มหาวิทยาลัยจ่ายให้กับบุคลากรตามความเหมาะและมีเงื่อนไขเป็นรายกรณี

           ตามประกาศมหาวิทยาลัยเรื่องการแต่งกายของบุคลากร ประกาศ ณ วันที่ 22ม.ค.2559 กำหนดรูปแบบการแต่งกายของบุคลากร ดังนี้

เจ้าหน้าที่ชาย : เสื้อเชิ้ตแขนสั้นหรือแขนยาว ไม่พับแขนเสื้อกางเกงสแลคสีสุภาพ รองเท้าคัทชูหุ้มส้น ห้ามสวมเสื้อโปโลหรือทีเชิ้ต ห้ามสวมเสื้อยืดคอกลมไม่มีปกมาทำงาน

อาจารย์ชาย : เสื้อเชิ้ตแขนสั้นหรือแขนยาว ไม่พับแขนเสื้อ กางเกงสแลคสีสุภาพ รองเท้าคัทชูหุ้มส้น ห้ามสวมเสื้อโปโลหรือทีเชิ้ต สวมสูททุกครั้งที่สอน

เจ้าหน้าที่หญิง : แต่งกายชุดสุภาพ สวมกระโปรงทรงสุภาพ(ความยาวคลุมเข่า) สวมรองเท้า หุ้มส้นหรือรัดส้น ห้ามสวมชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้ายืด ห้ามสวมกางเกงยกเว้นเครื่องแบบที่มหาวิทยาลัยกำหนด ห้ามสวมเสื้อยืดคอกลมไม่มีปกมาทำงาน

อาจารย์หญิง : แต่งกายชุดสุภาพ สวมกระโปรงทรงสุภาพ(ความยาวคลุมเข่า) สวมรองเท้า หุ้มส้นหรือรัดส้น ห้ามสวมชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้ายืด ห้ามสวมกางเกงยกเว้นเครื่องแบบที่มหาวิทยาลัยกำหนด

ทรงผม : ผมสีเข้มแบบธรรมชาติ สุภาพ เรียบร้อย

        มหาวิทยาลัยกำหนดเกณฑ์เกี่ยวกับการพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนบุคลากรโดยปรับขึ้นในเดือนตุลาคมของทุกปี สัดส่วนการปรับเงินเดือนให้เป็นไปตามประกาศมหาวิทยาลัย

         มหาวิทยาลัยกำหนดหลักเกณฑ์ในด้านค่าเดินทาง ค่าที่พัก และเบี้ยเลี้ยงของบุคลากร ตามประกาศมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น เรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าที่พักและเบี้ยเลี้ยง ประกาศ ณ วันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2557 ดังต่อไปนี้

1. ค่าที่พัก : บุคลากรที่จะได้รับเงินช่วยเหลือค่าที่พักได้แก่ บุคลากรที่ต้องไปปฏิบัติงานตามคำสั่งของมหาวิทยาลัยนอกเขตปฏิบัติงานเป็นประจำที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้เป็นระยะเวลาชั่วคราวและมีความจำเป็นต้องพักค้างคืนยกเว้นกรณีมหาวิทยาลัยมีที่พักให้การจ่ายเงินช่วยเหลือค่าที่พัก จะจ่ายเงินช่วยเหลือค่าที่พักให้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินอัตราที่มหาวิทยาลัยกำหนด ดังนี้

ลำดับ ตำแหน่ง ค่าที่พัก (อัตราไม่เกินวันละ)

1. รองอธิการบดีขึ้นไป 1,200.-

2. ผู้ช่วยอธิการบดี 1,000.-

3. คณบดี หรือ ผู้อำนวยการสำนัก 800.-

4. อาจารย์ประจำ/บุคลากรทั่วไป 600.-

กรณีบุคลากรทั่วไปมหาวิทยาลัยจะพิจารณาเป็นรายกรณี บุคลากรที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดเขตพื้นที่ ที่ต้องไปปฏิบัติงานจะไม่สามารถเบิกค่าที่พักได้ยกเว้นกรณีจำเป็นและต้องได้รับการอนุมัติจากมหาวิทยาลัยเป็นรายกรณี

2. ค่าพาหนะบุคลากรจะเบิกค่าพาหนะในการปฏิบัติงานนอกสถานที่ได้ในกรณีมหาวิทยาลัยมีคำสั่งหรือมอบหมายให้ไปปฏิบัติงานทั้งในเขตปฏิบัติงานปกติหรือนอกเขตปฏิบัติงานปกติ เป็นระยะเวลาชั่วคราว ดังนี้

2.1 การเดินทางโดยเครื่องบิน บุคลากรที่ประสงค์จะเดินทางโดยเครื่องบินต้องได้รับอนุมัติจากอธิการบดีก่อนเท่านั้น

2.2 การเดินทางโดยพาหนะส่วนตัว

- บุคลากรที่ดำรงตำแหน่งบริหารและ/หรือได้รับเงินสนับสนุนการบริหารเดือนละ 2,000.- บาทไม่สามารถเบิกค่าเดินทางในเขตปฏิบัติงานปกติได้

- บุคลากรที่ขอเดินทางโดยพาหนะส่วนตัว ให้เบิกได้เฉพาะผู้บริหารระดับผู้อำนวยการหรือคณบดีขึ้นไปโดยเบิกได้เฉพาะนอกเขตปฏิบัติงานปกติเท่านั้น ทั้งนี้เบิกได้ตามที่จ่ายจริงในอัตรากิโลเมตรละ 3 บาท

- บุคลากรที่ปฏิบัติงานประจำที่กาญจนบุรีและมีความจำเป็นต้องเดินทางไปทำงานในเขตกรุงเทพฯ ให้เบิกได้ตามที่จ่ายจริงในอัตรากิโลเมตรละ 3 บาทแต่ไม่เกิน 800.- บาท

- บุคลากรที่ปฏิบัติงานประจำที่กาญจนบุรีและมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้รับมอบหมาย/ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ในวันหยุดในเขตกรุงเทพฯ หรือปริมณฑลเป็นระยะเวลาชั่วคราวให้เบิกค่าพาหนะได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 300.- บาท

2.3 การเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะ (รถบัส รถไฟ รถไฟฟ้าเป็นต้น) ให้เบิกได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินอัตรารถโดยสารประจำทางปรับอากาศชั้น 2 ของบริษัทขนส่งจำกัด และต้องแสดงหลักฐานประกอบในการเบิกจ่าย

2.4 การเดินทางโดยรถแท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ กรณีที่มหาวิทยาลัยไม่สามารถจัดรถรับส่งได้บุคลากรสามารถเบิกค่ารถแท็กซี่ได้โดยให้เบิกจ่ายได้ตามที่จ่ายจริง และต้องแสดงหลักฐานประกอบในการเบิกจ่าย

บุคลากรจะไม่สามารถเบิกค่าพาหนะได้ในกรณี ต่อไปนี้

1. มหาวิทยาลัยจัดรถรับส่งให้กับบุคลากรแล้ว

2. บุคลากรที่มีภูมิลำเนาในเขตกรุงเทพฯ และเดินทางไปปฏิบัติงานในเขตกรุงเทพฯ ที่เป็นเส้นทางการเดินทางไปกลับโดยปกติของบุคลากรผู้นั้นอยู่แล้ว

3. การเดินทางไปกลับระหว่างที่พักอาศัย กับสถานที่ไปปฏิบัติงานประชุม อบรม สัมมนา ของบุคลากรที่มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตกรุงเทพฯ

3. เบี้ยเลี้ยง

บุคลากรที่จะได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงได้แก่ บุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ (สายข) ที่ได้รับมอบหมายหรือต้องไปปฏิบัติงานตามคำสั่งของมหาวิทยาลัยนอกเขตปฏิบัติงานปกติเป็นระยะเวลาชั่วคราวและมีความจำเป็นต้องพักค้าแรม จะได้รับเบี้ยเลี้ยงสำหรับค่าอาหารมื้อละ 50.- บาท ภายใต้เงื่อนไขของมหาวิทยาลัยตามประกาศเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

4. หลักฐานประกอบการเบิกจ่ายต่างๆ ต้องถูกต้อง ครบถ้วน ตรงกับความเป็นจริง

1. การรักษาพยาบาล ใช้สิทธิกองทุนประกันสังคมสำหรับผู้ประกันตนกองทุนประกันสังคม

1.1 กรณีเจ็บป่วยและประสบอันตราย (ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือนภายใน 15 เดือน)

1.1.1 กรณีทันตกรรม

1.1.1.1 การถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และผ่าตัดฟันคุด 300บาทต่อครั้ง ไม่เกิน 600 บาทต่อปี

1.1.1.2 กรณี ใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้บางส่วน ไม่เกิน1,500 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่ใส่ฟันเทียมนั้น

1.1.1.3 กรณี ใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปาก ไม่เกิน 4,400บาท ภายในระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่ใส่ฟันเทียมนั้น

1.1.2 กรณีเงินทดแทนการขาดรายได้ ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ไม่เกิน 90 วัน/ครั้ง ไม่เกิน 180 วัน/ปี

1.1.3 กรณีการรักษาโรคมะเร็งให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลตามคณะกรรมการการแพทย์ให้จ่ายเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น 7 ชนิดตาม

หลักเกณฑ์ประกันสังคม

1.1.4 กรณีบำบัดแทนไต (โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย) ตามหลักเกณฑ์ประกันสังคม

1.2 กรณีคลอดบุตร (ส่งเงินสมทบครบ 7 เดือน ภายใน 15เดือน ก่อนเดือนคลอดบุตร)

1.2.1 ผู้ประกันตนหญิง

- เงินค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 13,000 บาท

- เงินสงเคราะห์การหยุดงานร้อยละ 50 ของค่าจ้าง 90 วัน

1.2.2 ผู้ประกันตนชาย

- เงินค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย 13,000 บาทสามีและภรรยาเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ให้ใช้สิทธิในการเบิกค่าคลอดบุตรรวมกัน ไม่เกิน 4 ครั้ง

1.3 กรณีทุพพลภาพ (ส่งเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายใน 15 เดือน)

1.3.1 ค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท

1.3.2 เงินทดแทนร้อยละ 50 ของค่าจ้าง/รายเดือนตลอดชีวิต

1.4 กรณีเสียชีวิต (ส่งเงินสมทบมาแล้ว 1 เดือน ภายใน 6 เดือน)

1.4.1 ค่าทำศพ 40,000 บาท

1.4.2 ผู้มีสิทธิมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์กรณีตาย

- ส่งเงินสมทบ 3 ปีขึ้นไป แต่ไม่ถึง 10 ปี จะได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับค่าจ้างเฉลี่ย 1 เดือนครึ่ง

- ส่งเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับค่าจ้างเฉลี่ย 5 เดือน

1.5 กรณีสงเคราะห์บุตร (ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 12 เดือนในเวลา36 เดือน)

1.5.1 บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย (ไม่รวมบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งยกให้เป็นบุตรบุญธรรมผู้อื่น) อายุแรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ จำนวนคราวละไม่เกิน 2 คน

1.5.2 เงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่าย 400 บาท / คน / เดือน

1.6 กรณีชราภาพ

- กรณีบำนาญชราภาพ

1.6.1 ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 180 เดือน ไม่ว่าระยะเวลา 180เดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม อายุครบ 55 ปี และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง (ลาออก) ได้รับเงินอัตรา ร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

- ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน เพิ่มอัตราตามข้อ 1.6.1 ขึ้นอีก

ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อ ระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบทุก 12 เดือน

- กรณีบำเหน็จชราภาพ

1.6.2 ส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน อายุครบ 55 ปี และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง (ลาออก)

- ส่งเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน ให้จ่ายเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ

- ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป ให้จ่ายเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายเงินสมทบพร้อมผลประโยชน์ตอบแทน

กรณีผู้รับเงินบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายภายใน 60 เดือน นับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพ

1.7 กรณีว่างงาน (ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายใน 15 เดือน)ต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานที่งานจัดหางานภายใน 30 วันนับ

1.7.1 กรณีลาออก ได้รับเงินทดแทนร้อยละ 30 ของค่าจ้าง ไม่เกิน 90 วัน/ปี

1.7.2 กรณีเลิกจ้าง ได้รับเงินทดแทนร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ไม่เกิน 180 วัน/ปี ผู้ประกันตนสามารถยื่นคำขอรับสิทธิประโยชน์ผ่าน 9 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทยจำกัด (มหาชน) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารธนชาตจำกัด (มหาชน) ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www. sso.go.th หรือสายด่วนประกันสังคม 1506

2. เงินสงเคราะห์กรณีถึงแก่กรรม

2.1 กรณีบุคลากรถึงแก่กรรมขณะเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยจะร่วมเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม จำนวน 1 คืน และเงินช่วยเหลือ 5,000 บาทพร้อมพวงหรีด 1 พวงราคาตามจริงแต่ไม่เกิน 500 บาท และจัดรถรับส่ง

2.2 กรณีบิดา มารดา คู่สมรสหรือบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายมหาวิทยาลัยมีเงินช่วยเหลือ 2,000 บาท พร้อมพวงหรีด 1 พวงราคาตามจริงแต่ไม่เกิน 500 บาทมหาวิทยาลัยให้สิทธิกับบุคลากรที่ปฏิบัติงานกับมหาวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน แจ้งเรื่องการถึงแก่กรรมของครอบครัว โดยแนบเอกสารสำเนาใบมรณะบัตร 1 ใบ

3. กรณีสมรส

มหาวิทยาลัยให้สิทธิกับบุคลากรที่ปฏิบัติงานกับมหาวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนมีเงินช่วยเหลือ 2,000 บาท

4. หอพักสวัสดิการ บุคลากรมีสิทธิขออยู่หอพักสวัสดิการของมหาวิทยาลัยโดยชำระเงินเฉพาะค่าบริการไฟฟ้าเท่านั้น

5. หลักเกณฑ์การจ่ายเงินเพิ่มบุคลากร สาย ข.มหาวิทยาลัยกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาจ่ายเงินเพิ่มจากการปฏิบัติงาน สำหรับบุคลากรรายเดือน สาย ข. 965.- บาท สำหรับผู้ผ่านเกณฑ์ดังนี้

 

บุคลากรเก่า

1. ไม่ขาดงาน

2. ไม่มาปฏิบัติงานสายและไม่ออกก่อนเวลา

3. ไม่ลางานทุกประเภท(ยกเว้นวันหยุดพักผ่อนประจำปี)

4. สรุปสถิติการปฏิบัติงานเสนอผู้บริหารอนุมัติและจ่ายในเดือนถัดไป

 

บุคลากรใหม่

1. ไม่มาปฏิบัติงานสายและไม่ออกก่อนเวลา

2. ไม่ลางานทุกประเภท(ยกเว้นวันหยุดพักผ่อนประจำปี)

3. มีเกณฑ์ประเมินผลทดลองงานในเกณฑ์ดี (81 คะแนนขึ้นไป)

4. มีตัวชี้วัดผลสำเร็จของงานในช่วงทดลองงานไม่น้อยกว่า 3 ตัวชี้วัด

5. บุคลากรทดลองงานจะได้รับเงินเพิ่มเมื่อผ่านการทดลองงานและจะจ่ายในเดือนถัดไปยกเว้นบุคลากรสายอาจารย์ (สาย ก) และบุคลากรสายสนับสนุน (สาย ข)ในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักและเจ้าหน้าที่รายวัน

6. หลักเกณฑ์สวัสดิการเงินยืม/เงินช่วยเหลือบุคลากรมหาวิทยาลัยกำหนดวงเงินยืมซึ่งผู้ยืมสามารถยืมได้ตามความจำเป็นแต่ไม่

เกิน 3 เท่าของรายได้ปกติ โดยมหาวิทยาลัยกำหนดค่าธรรมเนียมเงินยืม ร้อยละ 15ต่อปีและต้องชำระคืนภายในระยะเวลา 10 เดือน ผู้ยืมต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

6.1 ต้องเป็นบุคลากรมหาวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี

6.2 ต้องยินยอมให้มหาวิทยาลัยหักเงินเดือนหรือค่าจ้างเพื่อชำระคืนเป็นรายเดือนตามสัญญา

6.3 ต้องไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างการถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

6.4 ผู้ยืมต้องจัดหาผู้ค้ำประกันที่มีคุณสมบัติตามประกาศหลักเกณฑ์สวัสดิการการยืมเงิน พ.ศ. 2555

7. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

คุณสมบัติการเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไทยพาณิชย์ มาสเตอร์

ฟันด์ ซึ่งจดทะเบียนแล้ว มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น

7.1 เป็นบุคลากรที่ปฏิบัติงานประจำมีอายุงานครบ 1 ปี นับแต่วันที่ได้บรรจุ

และประสงค์สมัครเข้ากองทุนโดยสมัครใจ

7.2 บุคลากรแสดงความจำนงเข้าเป็นสมาชิกโดยรับแบบฟอร์มที่งาน

ทรัพยากรมนุษย์

7.3 คณะกรรมการกองทุนอนุมัติให้เข้าเป็นสมาชิกได้ เงินสะสมและเงิน

สมทบ สมาชิกต้องจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนเป็นรายเดือนและนำส่งเข้ากองทุน

พร้อมเงินสมทบของนายจ้างร้อยละ 2 ของอัตราค่าจ้างต่อเดือน

การจ่ายเงินกองทุน ให้จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินดังกล่าวให้สมาชิก ตามเกณฑ์ คือ

อายุงาน ร้อยละของเงินสมทบและผลประโยชน์เงินสมทบ

น้อยกว่า 3 ปี 0

ครบ 3 ปี แต่น้อยกว่า 5 ปี 25

ครบ 5 ปี แต่น้อยกว่า 8 ปี 50

ครบ 8 ปี แต่น้อยกว่า 10 ปี 75

ครบ 10 ปีขึ้นไป 100

*สมาชิกสามารถลาออกจากกองทุนได้แต่จะกลับเข้าเป็นสมาชิกอีกไม่ได้

**อายุงาน หมายถึง ระยะเวลาการทำงานที่ต่อเนื่องกันโดยนับตั้งแต่วันที่ได้รับการบรรจุเป็นบุคลากรจนถึงวันทำงานวันสุดท้ายหรือวันสิ้นสุดสมาชิก

***สมาชิกจะได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ 100 % กรณีถึงแก่กรรม

****มหาวิทยาลัยจะไม่จ่ายเงินสมทบและประโยชน์ให้กับสมาชิกกรณีทำความผิดอันเป็นเหตุให้มหาวิทยาลัยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

          มหาวิทยาลัยกำหนดให้มีหลักเกณฑ์การพัฒนาบุคลากรตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยว่าด้วยการให้ทุน อบรม สัมมนา ดูงาน ประชุม ศึกษาต่อภายในประเทศและต่างประเทศ ประกาศ ณ วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ดังนี้

1. อบรม สัมมนา ดูงาน ประชุม : ก่อนเข้าร่วมต้องได้รับการอนุมัติจากอธิการบดี

2. ศึกษาต่อในประเทศ : ทำสัญญากับมหาวิทยาลัยหลังจากอนุมัติภายใน 15วัน

2.1 คุณสมบัติรับทุน

- ระดับปริญญาโท อายุไม่เกิน 35 ปี คะแนนเฉลี่ย 2.50

- ระดับปริญญาเอก อายุไม่เกิน 40 ปี คะแนนเฉลี่ย 3.25

- ปฏิบัติหน้าที่ในมหาวิทยาลัยไม่น้อยกว่า 2 ปี

2.2 ประเภททุน

- ทุนปกติ (ไม่ต้องทำงานระหว่างรับทุน) จะได้รับทุน ได้แก่ ค่าใช้จ่ายรายเดือนเท่ากับอัตราขั้นต้นของระดับก่อนลาศึกษา ค่าหน่วยกิต ค่าบำรุง

- ทุนพิเศษ (ศึกษาขณะทำงาน) จะได้รับทุน ได้แก่ ค่าใช้จ่ายรายเดือนเท่ากับอัตราขั้นต้นของวุฒิก่อนศึกษาต่อ ค่าหน่วยกิต ค่าบำรุงและเงินสมทบช่วยเหลือตามประกาศ

2.3 ระยะเวลาศึกษาต่อ

- ปริญญาตรี 4-6 ปี

- ปริญญาโท 2 ปี

- ปริญญาเอก 3 ปี

หากมีความจำเป็นอาจขยายระยะเวลาศึกษาต่อออกไปได้ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 6 เดือน โดยได้รับอนุมัติจากมหาวิทยาลัยเป็นลายลักษณ์อักษร

2.4 การปรับเงินเดือนหลังสำเร็จการศึกษา

- 1 ขั้นสำหรับเงินเดือนที่สูงกว่าอัตราเงินเดือนขั้นต้นของคุณวุฒิใหม่

- ปรับเท่ากับอัตราเงินเดือนขึ้นต้นของคุณวุฒิใหม่

2.5 การชดใช้ทุน : พิจารณาจากจำนวนเงินทุนทั้งหมดที่ได้รับเป็นเวลา 1.5 6 เท่า

2.6 การนับเวลาใช้ทุน : วันที่ได้รับอนุมัติหรือวันเริ่มศึกษา-อนุมัติให้กลับเข้าทำงาน

2.7 การยกเลิกทุน (ชดใช้เงินทุนที่ได้รับ และเบี้ยปรับ 3 เท่าของจำนวนเงิน)

- เปลี่ยนหลักสูตร สาขาวิชาโดยไม่ได้ขออนุมัติ

- คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์การสำเร็จการศึกษา

- ทำผิดวินัยตามข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคล

3. ศึกษาต่อต่างประเทศ : ทำสัญญากับมหาวิทยาลัยหลังจากอนุมัติภายใน15 วัน

3.1 คุณสมบัติรับทุน

- ระดับปริญญาโท อายุไม่เกิน 35 ปี คะแนนเฉลี่ย 2.75

- ระดับปริญญาเอก อายุไม่เกิน 40 ปี คะแนนเฉลี่ย 3.25

- ปฏิบัติหน้าที่ในมหาวิทยาลัยไม่น้อยกว่า 2 ปี

- สอบ TOEFL 550 คะแนน, IELTS 6.00 ขึ้นไป

3.2 ประเภททุน

- ทุนปกติ (ไม่ต้องทำงานระหว่างรับทุน)24

- ประเภท ก (ศึกษาและพักต่างประเทศตลอดหลักสูตร) ได้รับทุน ได้แก่ ค่าใช้จ่ายรายเดือนตามประกาศมหาวิทยาลัย ค่าหน่วยกิต ค่าบำรุงและค่าธรรมเนียม

- ประเภท ข (ศึกษาและพักต่างประเทศเป็นครั้งคราว) ได้รับทุน ได้แก่ ค่าใช้จ่ายรายเดือนตามประกาศมหาวิทยาลัย ค่าใช้จ่ายรายเดือนเท่ากับอัตราขั้นต้นของวุฒิก่อนศึกษาต่อ เงินสมทบช่วยค่าใช้จ่าย ค่าหน่วยกิต ค่าบำรุงและค่าธรรมเนียมตามจริง

- ประเภท ค (ศึกษาและพักในประเทศตลอดหลักสูตร) ได้รับทุน ได้แก่ ค่าใช้จ่ายรายเดือนเท่ากับอัตราขั้นต้นของวุฒิก่อนศึกษาต่อ ค่าหน่วยกิต ค่าบำรุงละค่าธรรมเนียมตามจริง

- ทุนพิเศษ (ศึกษาขณะทำงาน) จะได้รับทุน ได้แก่ ค่าใช้จ่ายรายเดือนเท่ากับอัตราขั้นต้นของระดับก่อนลาศึกษา เงินสมทบช่วยค่าใช้จ่าย ค่าหน่วยกิต ค่าบำรุงและเงินสมทบช่วยเหลือตามประกาศ

3.3 ระยะเวลาศึกษาต่อ

- ปริญญาโท 1.5 ปี

- ปริญญาเอก 3 ปี

หากมีความจำเป็นอาจขยายระยะเวลาศึกษาต่อออกไปได้ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 6 เดือน โดยได้รับอนุมัติจากมหาวิทยาลัยเป็นลายลักษณ์อักษร

3.4 การปรับเงินเดือนหลังสำเร็จการศึกษา

- 1 ขั้นสำหรับเงินเดือนที่สูงกว่าอัตราเงินเดือนขั้นต้นของคุณวุฒิใหม่

- ปรับเท่ากับอัตราเงินเดือนขึ้นต้นของคุณวุฒิใหม่

3.5 การชดใช้ทุน : พิจารณาจากจำนวนเงินทุนทั้งหมดที่ได้รับเป็นเวลา 1.5 6 เท่า

3.6 การนับเวลาใช้ทุน : วันที่ได้รับอนุมัติหรือวันเริ่มศึกษา-อนุมัติให้กลับเข้าทำงาน

3.7 การยกเลิกทุน (ชดใช้เงินทุนที่ได้รับ และเบี้ยปรับ 3 เท่าของจำนวนเงิน)

- เปลี่ยนหลักสูตร สาขาวิชาโดยไม่ได้ขออนุมัติ

- คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์การสำเร็จการศึกษา

- ทำผิดวินัยตามข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลวินัย

1. ต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการปฏิบัติงานของบุคลากร ประกาศ คำสั่งและข้อบังคับอื่นๆ ของมหาวิทยาลัยทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและมีต่อไปในภายภาคหน้า

2. ประพฤติตนเป็นพลเมืองดี ไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงหรือความเป็นประชาธิปไตย

3. ไม่ประพฤติในทางที่อาจทำให้เสื่อมเสียศักด์ิศรีของตำแหน่งหน้าที่ เช่น ประพฤติตนเป็นคนเสเพล เสพเครื่องดองของเมาจนไม่สามารถครองสติได้ มีหนี้สินรุงรัง หมกมุ่นในการพนัน ประพฤติตนส่อไปในทางชู้สาวที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี กระทำหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการอื่นใดซึ่งอาจทำให้เสื่อมเสียศักด์ิศรีของตำแหน่งหน้าที่

4. ให้ความร่วมมืออันดีต่องานหรือกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ตลอดจนเอื้อเฟื้อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหมู่เพื่อนร่วมงาน

5. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ และประพฤติอยู่ในความสุจริต

6. ต้องแต่งกายสุภาพเรียบร้อยระหว่างปฏิบัติงาน ทั้งนี้หมายความรวมถึงทั้งภายในและภายนอกที่ทำการของมหาวิทยาลัย

7. มาปฏิบัติงานให้ตรงตามเวลา ไม่ขาดงาน ไม่ละทิ้งงานในหน้าที่

8. บันทึกเวลาทำงาน เมื่อเข้าและออกจากสถานที่ทำงาน เว้นแต่ละบุคลากรระดับตำแหน่งรองอธิการบดีหรือเทียบเท่าขึ้นไป จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องบันทึกเวลาการทำงาน

9. ห้ามบันทึกเวลาการทำงานแทนกันทุกกรณี หรือบันทึกเวลาโดยไม่ตรงกับการปฏิบัติงานจริง

10. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขยันขันแข็ง และมีประสิทธิภาพ

11. เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งโดยชอบของผู้บังคับบัญชารวมถึงการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อผู้บังคับบัญชา

12.ไม่กล่าวคำไม่สุภาพ หรือใส่ร้ายป้ ายสี หรือก้าวร้าวต่อผู้บังคับบัญชาผู้ร่วมงาน หรือบุคคลอื่นใดในสถานที่ทำการของมหาวิทยาลัย

13. ห้ามมิให้รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชาหรือมหาวิทยาลัย

14. ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ส่งเสริมและดูแลระมัดระวังให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามวินัย ผู้บังคับบัญชาใดละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามข้อนี้โดยไม่สุจริตให้ถือว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัย

15. ไม่ให้ข่าวใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยแก่สื่อมวลชนหรือบุคคลภายนอก เว้นแต่ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากอธิการบดี

16.ไม่นำข้อมูลหรือความลับของมหาวิทยาลัยหรือของบุคคลอื่นที่มีการติดต่อทางธุรกิจกับมหาวิทยาลัยไปเผยแพร่ให้บุคคลภายนอกทราบไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ

17. ไม่ใช้อำนาจหน้าที่ที่ได้รับการแต่งตั้งประกอบกิจกรรมหรือกิจการต่างๆเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

18.ไม่ประกอบธุรกิจทางการค้าส่วนตัวหรือรับจ้างทำกิจการค้าอื่นใดในเวลาทำการของมหาวิทยาลัย

19.ไม่กระทำการหรือร่วมกับบุคคลอื่นกระทำการใดๆ ที่เป็นการแข่งขันกับกิจการของมหาวิทยาลัยทั้งทางตรงและทางอ้อม

20. นำทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือเพื่อประโยชน์อื่นใดโดยพลการ

21. ดูแล บำรุง รักษา ทรัพย์สิน และสถานที่ทำการของมหาวิทยาลัยตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์การทำงานให้อยู่ในสภาพที่ดีและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ

22. ปฏิบัติตามกฎแห่งความปลอดภัยในการทำงานและไม่ฝ่าฝืนเข้าไปในเขตหวงห้าม

23. ไม่ทะเลาะวิวาทหรือทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน หรือกับผู้อื่นในบริเวณสถานที่ทำการของมหาวิทยาลัย

24. ห้ามเล่นการพนันหรือแชร์ในบริเวณสถานที่ทำการของมหาวิทยาลัยไม่ว่าในระหว่างเวลาทำงานหรือนอกเวลาทำงาน

25. ไม่เสพยาเสพติดหรือของมึนเมาในสถานที่ทำงานหรือเข้ามาในสถานที่ทำงานในอาการมึนเมาหรืออยู่ใต้อิทธิพลของยาเสพติด

26. ไม่ทำสิ่งผิดกฎหมาย ไม่พกพาอาวุธ หรือวัตถุระเบิด เข้ามาในบริเวณสถานที่ทำการของมหาวิทยาลัย ไม่ลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ของมหาวิทยาลัย หรือของบุคคลอื่นในบริเวณสถานที่ทำการของมหาวิทยาลัย

27.ไม่ชักจูง ยุยง ส่งเสริมให้ผู้อื่นละทิ้งหน้าที่ ขัดขวางผู้อื่นในการปฏิบัติหน้าที่ หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่คณะ หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อมหาวิทยาลัย หรือบุคคลอื่นที่มีการติดต่อทางธุรกิจกับมหาวิทยาลัย

28.ไม่สนับสนุนหรือให้ความร่วมมือแก่เพื่อนบุคลากรให้กระทำผิดวินัยดังกล่าวข้างต้นทั้งโดยตรงและทางอ้อม

1. ตักเตือนด้วยวาจา

2. ตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร

3. ตัดค่าจ้างตามความหนักเบาของโทษ

4. พักงานโดยไม่จ่ายค่าจ้างไม่เกิน 7 วัน

5. เลิกจ้างโดยไม่จ่ายเงินค่าชดเชย

 

ความผิดวินัยร้ายแรง

สำหรับความผิดที่มหาวิทยาลัยถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง มหาวิทยาลัยไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับบุคลากรซึ่งถูกเลิกจ้างในกรณีดังต่อไปนี้

1.ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่โทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

2. จงใจทำให้มหาวิทยาลัยได้รับความเสียหาย

3. ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้มหาวิทยาลัยได้รับความเสียหายร้ายแรง

4. ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และมหาวิทยาลัยได้ตักเตือนเป็นหนังสือในเรื่องเดียวกันมาแล้วไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้ปฏิบัติงานกระทำความผิด เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องตักเตือน

5. ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุผลอันควร

6. ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาทำให้เกิดความเสียหายแก่มหาวิทยาลัย

7. ไม่ให้ความร่วมมือ ขัดขวาง หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยชอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย 

8. การมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับนิสิตทุกกรณี

      บุคลากรมีสิทธิยื่นร้องเรียนในกรณีที่เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมโดยให้ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาตามสายงานขึ้นไป

 

 

1. เสียชีวิต

2. ลาออก แจ้งล่วงหน้า 60 วัน กรณีอาจารย์ ต้องอยู่ในระยะเวลาของการจบภาคการศึกษาของแต่ละภาค หากลาออกระหว่างภาคการศึกษาหรือลาออกในระยะเวลาของการจบภาคการศึกษาแต่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ในความรับชอบให้จบสิ้นทำให้เกิดความเสียหายในการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยจะปรับค่าเสียหายเป็นจำนวน 2 เท่าของค่าจ้างและรายได้อื่นๆ รวมกัน

3. มหาวิทยาลัยบอกเลิกสัญญาจ้าง

4. เกษียณอายุการทำงานเมื่ออายุครบ 65 ปี

5. มหาวิทยาลัยเลิกกิจการ

6. ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งคณาจารย์

7. ไม่ผ่านการประเมินการปฏิบัติงานตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด

8. รัฐมนตรีมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต

      มหาวิทยาลัย อาจบอกเลิกสัญญาจ้างกับผู้ปฏิบัติงานได้ ในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้

1. ผู้ปฏิบัติงานไม่ผ่านผลการประเมินผลการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนด

2. ผู้ปฏิบัติงานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549ข้อกำหนด ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมายของมหาวิทยาลัย

3. ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่มหาวิทยาลัย

4. จงใจให้มหาวิทยาลัยได้รับความเสียหาย

5. ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน และมหาวิทยาลัยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วเว้นแต่กรณีร้ายแรง มหาวิทยาลัยไม่ต้องตักเตือน

6. ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร

7. ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้มหาวิทยาลัยเสียหายอย่างร้ายแรง

8. ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

       มหาวิทยาลัยกำหนดภาระงานอาจารย์ เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดปริมาณภาระงานของอาจารย์และอัตรากำลังเพื่อจัดสรรและมอบหมายงานอย่างเหมาะสม โดยกรอบภาระงานอาจารย์ประกอบด้วย

1. ด้านการผลิตบัณฑิตประกอบด้วย งานกสอน ออกข้อสอบ การคุมสอบการตรวจคำตอบให้คะแนน เป็นที่ปรึกษานิสิต แนะแนวและให้คำปรึกษานิสิตนิเทศนิสิตสหกิจศึกษาหรือฝึกงาน ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หรือสารนิพนธ์ ที่ปรึกษาโครงการ และงานกิจการนิสิต

2. ด้านวิจัย งานสร้างสรรค์วิชาการหรืองานพัฒนาเทคโนโลยี ประกอบด้วยงานวิจัย เป็นผู้วิจัย เป็นหัวหน้าโครงการ เป็นผู้ร่วมโครงการวิจัย เป็นผู้ช่วยวิจัยหรือที่ปรึกษาโครงการวิจัย งานสร้างสรรค์วิชาการ การแต่ง การเรียบเรียง การแปลเอกสาร การเขียนบทความทางวิชาการและการผลิตนวัฒกรรมทางการศึกษา งานปรับปรุงถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยี พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับปรุงการเรียนการสอน การคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นความก้าวหน้าทางวิชาการ

3. ด้านการให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ประกอบด้วย การเป็นวิทยากรทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย การเป็นอาจารย์พิเศษหรืออาจารย์ที่ปรึกษาควบคุมวิทยานิพนธ์ของสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีงานโครงการพิเศษที่ทำเพื่อวัตถุประสงค์บางประการเป็นโครงการตามความต้องการของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานภายนอก

4. งานด้านบริหาร ได้แก่การบริหารงานตามตำแหน่งหน้าที่ในมหาวิทยาลัย

5. ภาระงานเสริม ได้แก่ การปฏิบัติงานประจำฝ่ายต่างๆ ในมหาวิทยาลัยคณะวิชา ศูนย์ สำนักที่มหาวิทยาลัยเห็นชอบให้จัดตั้ง

       มหาวิทยาลัยได้กำหนดจรรยาบรรณของอาจารย์มหาวิทยาลัยไว้เป็นแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

1. อาจารย์พึงอุทิศเวลาและเสียสละให้กับงานสอนด้วยความรับผิดชอบ

1.1 ให้เวลาแก่นิสิตอย่างเต็มที่

1.2 ให้เกียรติและปฏิบัติต่อศิษย์อย่างวิญญูชน

1.3 มีจิตใจกว้างยอมรับความคิดเห็นของศิษย์และผู้ร่วมงาน

1.4 ปฏิบัติต่อศิษย์แบบกัลยาณมิตร

1.5 ให้ความยุติธรรมและเสมอภาคแก่ศิษย์

1.6 จัดเตรียมการสอน ประมวลรายวิชา

1.7 เข้าสอนและตรวจงานส่งคืนตามกำหนด

2. อาจารย์พึงสอนศิษย์อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธ์ิใจ

2.1 ดำเนินการสอนโดยเน้นนิสิตเป็นศูนย์กลาง

2.2 จัดการสอนเพื่อพัฒนาศิษย์อย่างมุ่งมั่นและตั้งใจ

2.3 วางแผนและเตรียมการสอนล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ

2.4 พัฒนาเทคนิคในการสอนให้มีความแปลกใหม่และทันสมัยอยู่เสมอ

2.5 มีความรับผิดชอบและปฏิบัติงานอย่างเต็มที่

2.6 สอนศิษย์โดยไม่ปิดบัง

2.7 สอนศิษย์โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

2.8 แนะนำศิษย์ให้มีวิธีการแสวงหาความรู้มากกว่าที่จะป้อนรับให้อย่างเดียว

3. อาจารย์พึงช่วยเหลือและปฏิบัติต่อศิษย์อย่างเป็นธรรม

3.1 อาจารย์ต้องมีความรับผิดชอบเกื้อกูลต่อศิษย์ รักษาความลับของศิษย์

3.2 สร้างความรู้สึกเป็นมิตรเป็นที่พึ่งและไว้วางใจของศิษย์

3.3 ตอบสนองข้อเสนอการกระทำของศิษย์ในทางสร้างสรรค์ตามสภาพปัญหาความต้องการและศักยภาพของศิษย์

3.4 เสนอแนะแนวทางพัฒนาศิษย์ตามความถนัด ความสนใจและศักยภาพของศิษย์

3.5 รักและเมตตาศิษย์โดยให้ความเอาใจใส่ช่วยเหลือส่งเสริมให้กำลังใจแก่ศิษย์โดยเสมอภาค

3.6 ละเว้นการกระทำที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและร่างกายของศิษย์

3.7 ละเว้นการกระทำที่สกัดกั้นพัฒนาการทางสติปัญญา อารมณ์ จิตใจและสังคมของศิษย์

3.8 ละเว้นการล่วงละเมิดทางเพศต่อศิษย์ทุกกรณี

4. อาจารย์พึงเป็นแบบอย่างที่ดีของศิษย์

4.1 พึงปฏิบัติตนเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีสอดคล้องกับคำแนะนำของตนและวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม

4.2 ส่งเสริมและผดุงเกียรติแห่งความเป็นอาจารย์

4.3 ส่งเสริมความก้าวหน้าซึ่งกันและกันด้วยเหตุผลและไม่เล่นพรรค เล่นพวก

4.4 ปฏิบัติตน วางตนให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่อาจารย์

4.5 พูดจาสุภาพและสร้างสรรค์โดยคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นแก่ศิษย์และสังคม

4.6 พึงปฏิบัติตนให้เป็นที่เชื่อถือของคนทั่วไป

4.7 พึงปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของระเบียบวินัย กฎหมายบ้านเมืองและศีลธรรมอันดี

5. อาจารย์พึงหมั่นศึกษาค้นคว้าติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการของตนให้ทันต่อเหตุการณ์เสมอ

5.1 มุ่งมั่นในการพัฒนาศาสตร์ของตนอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ

5.2 ใฝ่รู้ติดตามความรู้ใหม่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อพัฒนาตนเองและงานในหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่เสมอ

6. อาจารย์พึงเป็นนักวิจัยที่มีจรรยาบรรณนักวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

6.1 ซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ

6.2 ตระหนักถึงพันธกรณีในการทำวิจัยตามข้อตกลงที่ทำไว้กับหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัยและต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด

6.3 แสวงหาข้อมูลและความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัยอย่างรอบคอบและครบถ้วน

6.4 มีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัยไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต

6.5 ต้องเคารพศักด์ิศรีและสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย

6.6 ต้องมีอิสระทางความคิด โดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย

6.7 พึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ระบุ

6.8 พึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น

6.9 พึงรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ

7. อาจารย์พึงสร้างและส่งเสริมความสามัคคีในหมู่คณะและมีส่วนร่วมในการพัฒนามหาวิทยาลัยโดยส่วนรวม

7.1 ส่งเสริมและสร้างความสามัคคีในกลุ่มอาจารย์และนิสิต

7.2 เข้าร่วมประชุมสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดและประสบการณ์ในหมู่นักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย

7.3 รักษาชื่อเสียงและประโยชน์ของมหาวิทยาลัย

7.4 ไม่พึงใช้ชื่อและทรัพยากรของมหาวิทยาลัยเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเพื่อหมู่คณะโดยมิชอบ

7.5 มีส่วนร่วมในการพัฒนามหาวิทยาลัยโดยส่วนรวม

7.6 เสียสละเพื่อมหาวิทยาลัยโดยส่วนรวม

7.7 ชี้แนะมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับวิธีพัฒนาปรับปรุงมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง โดยวิธีการที่สร้างสรรค์

8. อาจารย์พึงปฏิบัติตนด้วยความรับผิดชอบต่อผู้อื่น สังคมและประเทศชาติ

8.1 มีความเอาใจใส่ ห่วงใย อาทรและเกื้อกูลต่อผู้อื่น

8.2 เป็นผู้ชี้นำการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาสังคม

8.3 ชี้นำและรับผิดชอบสังคมและสามารถชี้นำผู้ที่อยู่ในศาสตร์อื่นมาช่วยสังคมได้

8.4 รับผิดชอบต่อความเสียสละและความเจริญของสังคม

8.5 พึงรับใช้สังคมด้วยการสร้างสรรค์ ผลิตผลงานทางวิชาการที่ได้มาตรฐาน

8.6 เป็นผู้มีจิตสำนึก ติดตามและเฝ้ าระวังสังคมตลอดเวลา

9. อาจารย์ต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรม

9.1 ซื่อสัตย์ต่อตนเองและต่อศิษย์ ไม่ลอกเลียนแบบผลงานและทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น

9.2 ไม่แสวงหาผลประโยชน์จากผลงานที่เป็นของผู้อื่นหรือที่เป็นเจ้าของร่วมกันมาเป็นของตน

9.3 ต้องไม่แสวงหาประโยชน์อันเป็นอามิสสินจ้างจากศิษย์

9.4 ไม่กระทำการใดๆ อันเป็นการหาประโยชน์แก่ตนโดยมิชอบ

9.5 มีความเป็นธรรมเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้รับ

9.6 มีความยุติธรรม ไม่มีอคติ

10. อาจารย์พึงปฏิบัติตนต่อผู้อื่นอย่างกัลยาณมิตร

10.1 ยอมรับฟังความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น เปิดใจกว้างเพื่อพัฒนาความรู้ที่ถูกต้อง

10.2 ไม่ยกตนข่มท่านให้เกียรติ ให้ความนับถือเพื่อร่วมงานทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุนทางวิชาการ

10.3 ไม่หวงวิชา แลกเปลี่ยนความรู้ในหมู่เพื่อนร่วมงานพร้อมที่จะสอนงานให้เพื่อนร่วมงานรุ่นใหม่

10.4 พึงช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นในทางสร้างสรรค์

10.5 รักษาและแสวงหามิตรภาพระหว่างผู้ร่วมงานและผู้ร่วมอาชีพ

10.6 ยกย่องและนับถือผู้ร่วมงาน ผู้ร่วมอาชีพทุกระดับที่มีความรู้ความสามารถและประพฤติดี

Go to top