สัมมนาวิชาการครั้งที่ 3

คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ได้จัดโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ ครั้งที่ 3 ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563

ซึ่งโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประกันคุณภาพในหัวข้อการจัดการความรู้ (knowledge management:KM)

โดย ผศ.ทพ.อุดม ว่องไวทองดี บรรยายในหัวข้อ Evidence-based clinical practice guideline on antibiotic use for the urgent management of pulpal- and periapical-related dental pain and intraoral swelling

และ ศ.(พิเศษ) ทพ.ไพรัช ธีรวรางกูร บรรยายในหัวข้อ ฟันกับวิวัฒนาการของมนุษย์  Tooth and development of human being 

ฟันกับวิวัฒนาการของมนุษย์ Tooth and development of human being

        มนุษย์ค่อยๆมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงจากลิงมาเป็นคน  มนุษย์มีกำเนิดมาประมาณ 2.3 ล้านปี แล้วปรับปรุงมาเรื่อยๆเคลื่อนไหวจากสี่เท้ามาเป็น สองเท้า มีสมองใหญ่ขึ้น มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ มีสองมือ สองเท้า หนึ่งปากไว้เพื่อดำรงชีวิต คนในสมัยนั้นอายุสั้นเพราะติดเชื้อจากโรคต่างๆ เช่น กาฬโรค มาลาเรีย ไข้ทรพิษ อหิวาตกโรค ฯลฯ เพราะไม่มีวัคซินหรือ ยารักษา และอยู่เป็นกลุ่มคอยช่วยเหลือกัน

        จากมนุษย์ Homo erectus "มนุษย์ที่ยืนตรง" เป็นสปีชีส์ของมนุษย์ที่ สูญพันธุ์ไปแล้วระหว่าง 1.8 ถึง 1.3 ล้านปีที่แล้วที่พบพร้อมกับซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล 200,000 ปี  กำเนิด Homo sapiens หรือ “มนุษย์สมัยใหม่” (คนฉลาด)   ซึ่งทำให้มือจัดการจับวัตถุได้ ทำให้มนุษย์สามารถใช้อุปกรณ์ เครื่องมือได้ดีกว่าสปีชีส์อื่นใดบนโลกมาก มนุษย์ยังเป็นสปีชีส์เดียวที่ ก่อไฟและทำอาหารเป็น จากนุ่งห่มใบไม้มาเป็นสวมใส่เสื้อผ้า สร้างบ้านเรือนอยู่อาศัย หลักฐานที่ใหม่ที่สุดที่ 27,000 ปีก่อน เป็นสกุลที่เกิดในแอฟริกาและได้ย้ายถิ่นฐานกระจายไปจนถึง จอร์เจีย อินเดีย ลังกา จีน เกาะชวา และในยุโรป

        ดังนั้น การวิวัฒนาการของสายพันธุ์มนุษย์ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นไปใน แอฟริกา ทั้งสิ้นเพราะมีแต่ป่า ลิง และอากาศร้อนและใช้ฟันอย่างมาก ทั้งกัด ทั้งฉีก แม้กระทั่งคนเราเองหรือศัตรูของสัตว์ต่างๆ กินทุกอย่างที่ขวางหน้า เคี้ยวอาหารหยาบ ฟันสึกมาก รับประทานอาหารผสมทั้งพืชผักผลไม้และสัตว์ต่างๆ เพื่อความอยู่รอด  และกระดูกขากรรไกรค่อยๆหดสั้นเข้า เพราะ ไม่ค่อยใช้งานและแล้วสิ่งไหนที่ดีและจำเป็นยังคงไว้ ส่วนไหนไม่ดีธรรมชาติก็ค่อยๆสูญหาย หรือกำจัดออกไป

        มนุษย์มีลักษณะพิเศษ คือ มีสมองใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัว โดยเฉพาะ สมองชั้นนอกสมองส่วนหน้าและสมองกลีบขมับ ที่ค่อยๆพัฒนาเป็นอย่างดี ทำให้มนุษย์สามารถ ให้เหตุผลเชิงนามธรรมใช้ภาษา พินิจภายใน ( introspection) แก้ปัญหา และสร้างสรรค์วัฒนธรรม ผ่านการเรียนรู้ทางสังคม ความสามารถทางจิตใจ ประกอบกับวิทยาศาสตร์พัฒนามาเรื่อยๆ มีวัคซิน มีหมอดี ยาดี มีอายุยืนมากขึ้นเป็นร้อยปีจนถึงยุคปัจจุบันวิทยาศาสตร์มีอุปกรณ์เสริมต่างๆสะดวกง่ายขึ้นเช่นมีไฟฟ้า วิทยุ ทีวี หุ่นยนต์ มือถือ ไม่ต้องพกดิกชันนารี ไม่รู้อะไรก็ถามกูเกิล ประชากรจากมีไฟเมื่อ 400,000 ปี มีขวานหินประมาณ 3,500 ปี มีโลหะ-มีดประมาณ 3,000 ปี และปั่นอาหารให้ละเอียดอ่อน ฯลฯ ธรรมชาติจึงกระตุ้นร่างกายค่อยๆพัฒนาตนเองและปรับตัว ทำให้ฟันบดเคี้ยวจากอาหารหยาบเป็นละเอียดและใช้แรงบดฉีกน้อยลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ ฟันกรามซี่ที่สามคุดหรือเล็กลงหรือหายไป เพราะไม่ใช้งาน ขากรรไกรก็สั้นลงเพื่อความเหมาะสมอยู่รอดของชีวิต ค่อยๆพัฒนากระดูกใบหน้ายื่นเป็นขากรรไกรหดเล็กลง คนโบราณเดิมมีฟัน  32 ซี่ (ได้ทำการวิจัยคนที่โคกพนมดี  จ.ฉะ เชิงเทรา เมื่อ3,500 ปีได้รับรางวัลรัชฎาภิเษกสมโภช ร.9 ขณะอายุ 60 พรรณษา ก็ยังมี 28-32 ซี่เหมือนกัน) ค่อยๆลดลงทีละซี่สองซี่ คนสมัยใหม่เหลือ 28 ซี่ ก็พอใช้งาน  ประกอบกับฟันมีการซ้อนเก เพราะมีเนื้อที่น้อย จิตใจฝังอยู่กับความอยากสวยอยากงาม ทำให้ทันตแพทย์จัดฟัน ถอนฟันไปอีก 4 ซี่ จนเหลือ 24 ซี่ ซึ่งเป็นเหตุให้กระตุ้นมวลมนุษยชาติค่อยๆเปลี่ยนแปลง ส่วนลึกของความคิด ชีวิตจิตใจ อยากมี อยากเป็น สร้างพฤติกรรม  ธรรมชาติความเป็นอยู่ที่เหมาะสม และพันธุกรรมทางสายเลือด DNA ทีละน้อย  เพื่อความอยู่รอด ค่อยๆเปลี่ยนไป พัฒนาไป ทำให้พยากรณ์ว่าในอนาคต มนุษย์จะไม่มีฟัน 32 ซี่ อนาคตสักกี่หมื่นกี่แสนปีไม่ทราบ ฟันของมนุษย์ในสมัยนั้นจะเหลือ 28 ซี่หรือต่ำกว่าเพราะใช้ฟันน้อยลง